เรื่องที่กลายเป็นประเด็นร้อนบนโซเชียลตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2569 คือกรณีร้านบาร์โฮสย่านปิ่นเกล้า ให้ลูกค้าหญิงที่ค้างค่าบริการเกือบ 60,000 บาท เซ็นสัญญาขายผม แล้วโกนศีรษะจนเกลี้ยง
ล่าสุดทางร้านออกมาขอโทษสังคมแล้ว และยอมรับว่าผู้จัดการร้านใจร้อนเกินไป
เกิดอะไรขึ้นที่ร้านย่านปิ่นเกล้า เมื่อวันที่ 25 ส.ค.
ตามข้อมูลที่ทางร้านเล่าให้ ชลิดา พะละมาตย์ หรือ ต้นอ้อ เป็นหนึ่ง ประธานกลุ่มเป็นหนึ่ง ฟัง แล้วเธอนำมาเปิดเผยผ่านติ๊กต็อกของตัวเอง เหตุเกิดวันที่ 25 สิงหาคม
ลูกค้าหญิงรายหนึ่งเข้ามาใช้บริการ ยอดรวมเกือบ 60,000 บาท แต่ถึงเวลาจ่ายกลับไม่มีเงิน
ทางร้านอ้างว่าตรวจพบเพิ่มเติมว่าเธอใช้บัตรประชาชนปลอมเข้าร้าน และเคยมีพฤติกรรมใช้บริการแล้วไม่จ่ายมาแล้วหลายร้าน ทั้งสองข้อนี้ยังเป็นคำกล่าวอ้างของฝ่ายร้าน ยังไม่มีการแจ้งความหรือการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่มายืนยัน
สัญญาขายผม 3,000 บาท กับคำถามเรื่องการยินยอม
แทนที่จะพาไปแจ้งความ ผู้จัดการร้านเลือกให้ลูกค้าเซ็น สัญญาซื้อขายเส้นผม มูลค่า 3,000 บาท เพื่อนำมาหักกับค่าบริการบางส่วน โดยในสัญญาระบุว่ายินยอมให้ตัดและโกนผม
สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือการโกนจนเกลี้ยงศีรษะ ไม่ใช่การตัดผมตามปกติ
ต้นอ้อตั้งคำถามกลับไปสองข้อ ข้อแรกคือทำไมไม่พาไปแจ้งความดำเนินคดี ข้อสองคือถ้าจะเอาผมไปบริจาคจริง ทำไมต้องโกนถึงขนาดนั้น
คำตอบที่ได้จากร้านคือจะเอาผมให้พนักงานในร้านนำไปบริจาค แต่ไม่ได้ระบุสถานที่ที่จะบริจาคชัดเจน
ประเด็นเรื่องลายเซ็นในสัญญา ต้นอ้อระบุว่า “ถึงแม้น้องจะยินยอมในสถานการณ์นั้น แต่เราก็ไม่รู้ว่ามีแรงกดดันอะไรหรือเปล่ำ”
ร้านออกมาขอโทษแล้ว ยอมรับว่าผู้จัดการใจร้อน
ความคืบหน้าล่าสุดคือทางร้านติดต่อกลับมาหาต้นอ้อในช่วงหัวค่ำ และออกมาขอโทษสังคมผ่านเธอ
ร้านยอมรับว่าผู้จัดการร้านใจร้อนเกินไปเพราะความโมโห และแจ้งว่าเตรียมประสานไปยังครอบครัวของลูกค้ารายนี้เพื่อเข้าเยียวยาต่อไป
อายุของคนที่ถูกโกน คือจุดที่ทำให้เรื่องหนักขึ้น
ต้นอ้อระบุว่าดูจากลักษณะแล้วคาดว่าลูกค้ารายนี้อาจอายุยังไม่ถึง 20 ปี ซึ่งถ้าเป็นจริงก็แปลว่าเธอยังเป็นเยาวชน ข้อนี้ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ
เธอจึงฝากถึงเจ้าหน้าที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้ลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพความเป็นอยู่และสภาพจิตใจของเธอด้วย
เหตุผลที่ต้นอ้อยกมาคือ พฤติกรรมออกเที่ยวกลางคืนทั้งที่ไม่มีเงินจ่ายซ้ำ ๆ อาจไม่ใช่เรื่องของนิสัยอย่างเดียว
ถ้าเจอลูกค้าไม่จ่ายเงิน ร้านทำอะไรได้บ้าง
ชาวเน็ตแบ่งเป็นสองฝั่งชัดเจน ฝั่งหนึ่งมองว่าร้านทำเกินกว่าเหตุ อีกฝั่งมองว่าสมควรแล้วเพราะทำซ้ำหลายครั้ง
แต่ในทางปฏิบัติ สองเรื่องนี้แยกกันได้ ลูกค้าจะผิดจริงหรือไม่เป็นเรื่องหนึ่ง ส่วนวิธีที่ร้านใช้จัดการเป็นอีกเรื่องหนึ่ง และการที่ฝ่ายหนึ่งทำผิด ไม่ได้ทำให้อีกฝ่ายมีสิทธิ์ลงโทษกันเอง
ประโยคที่ต้นอ้อฝากไว้สรุปได้ตรงที่สุด
“ร้านอย่าใช้กฎหมู่เหนือกฎหมาย ถ้าพบเหตุชักดาบหรือโกง ควรพาไปแจ้งความดำเนินคดี ให้กฎหมายจัดการจะดีที่สุดและยุติธรรมกับทุกฝ่าย”
ข้อดีของการแจ้งความไม่ได้อยู่ที่การเอาคืน แต่อยู่ตรงที่ร้านจะมีหลักฐานยืนยันว่าตัวเองเป็นผู้เสียหายจริง ส่วนการลงมือเองทำให้ร้านเสี่ยงกลายเป็นผู้ถูกกล่าวหาเสียเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับกรณีนี้
ถึงตอนนี้ยังไม่มีรายงานว่ามีฝ่ายใดเข้าแจ้งความ และยังไม่มีคำชี้แจงจากฝั่งลูกค้าออกมา
ที่มา: เวิร์คพอยท์นิวส์ · เราไม่เปิดเผยชื่อและไม่ใช้ภาพของผู้ที่ถูกโกนผม เพราะเธออาจยังเป็นเยาวชนและยังไม่มีการพิสูจน์ข้อกล่าวหาใด ๆ

