ตำรวจกองปราบปรามเข้าตรวจค้นบ้านพักใน อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ของ น.ส.ปุณยวีร์ หรือสีกาเอ๋ อายุ 47 ปี เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569

ยึดทองคำรวม 90 บาท และเงินสดอีก 3,592,300 บาท

กองปราบค้นบ้านคลองหลวง ยึดของกลางอะไรไปบ้าง

พ.ต.ท.เรืองวิทย์ ดวงจินดา สว.กก.1 บก.ป. นำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านพักหลังหนึ่งในพื้นที่ ม.1 ต.คลองสี่ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

หมายจับมาจากศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 1 ที่ 30/2569 ลงวันที่ 8 กันยายน 2569 ห่างจากวันเข้าค้นเพียง 2 วัน

ของกลาง จำนวน
พระเครื่องเนื้อทองคำ 35 องค์
ทองคำแท่งและรูปพรรณ 90 บาท (6,037,470 บาท)
เงินสด 3,592,300 บาท
โทรศัพท์ 3 เครื่อง
ไอแพด 1 เครื่อง
โฉนดที่ดิน 2 ฉบับ
สมุดบัญชี 7 เล่ม
เอกสารการลงทุน 18 รายการ

นับรวมของที่เป็นกระดาษทั้งหมด ตั้งแต่โฉนดจนถึงสลากออมสิน ได้ 56 รายการ เทียบกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ยึดได้แค่ 4 เครื่อง

ตำรวจยังเข้าค้นบ้านอีกหลังในพื้นที่เดียวกัน แต่ไม่พบสิ่งของที่ต้องตรวจยึด

ทองคำ 90 บาท ตีราคา 6 ล้าน คิดเป็นบาทละเท่าไร

ตำรวจตีราคาทองคำแท่งและทองรูปพรรณรวม 90 บาท ไว้ที่ 6,037,470 บาท

หารออกมาได้บาทละ 67,083 บาทพอดี

ตัวเลขนี้บอกว่าเจ้าหน้าที่ใช้ราคาตลาดวันที่เข้าค้นเป็นฐาน ไม่ได้ตีราคาแบบเหมา ซึ่งสำคัญตอนขึ้นศาล เพราะมูลค่าของกลางต้องพิสูจน์ได้

พระเครื่องเนื้อทองคำ 35 องค์ไม่ได้อยู่ในตัวเลขนี้ ตำรวจแจ้งเป็นจำนวนองค์ ยังไม่ได้ตีราคา

ของกลางรวม 9.6 ล้าน คิดเป็น 10% ของยอด 92 ล้าน

ทองคำ 6,037,470 บวกเงินสด 3,592,300 ได้ 9,629,770 บาท

คดีต้นทางกล่าวหาว่ามีการยักยอกเงินวัดกว่า 92 ล้านบาท ของกลางที่ยึดได้จากบ้านหลังนี้จึงอยู่ที่ราว 10.5% ของยอดนั้น

ส่วนต่างที่เหลืออีกเกือบ 90% คือสิ่งที่ทำให้เอกสาร 56 รายการมีน้ำหนักกว่าทองในกล่อง เพราะโฉนด สมุดบัญชี และเอกสารการลงทุนคือเส้นทางที่พาไปหาทรัพย์ก้อนอื่น

ทำไมข้อหาเขียนว่าสนับสนุนเจ้าพนักงาน ทั้งที่เป็นพระ

ข้อหาที่แจ้งขึ้นต้นด้วยคำว่า สนับสนุนเจ้าพนักงาน ซึ่งฟังแล้วชวนงงเพราะผู้ถูกกล่าวหาในคดีต้นทางเป็นพระ

คำตอบอยู่ใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 45 ที่ให้ถือว่าพระภิกษุซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์ และไวยาวัจกร เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา

เจ้าอาวาสพระอารามหลวงจึงเข้านิยามเจ้าพนักงาน กฎหมายเอาผิดฐานเบียดบังทรัพย์ได้เหมือนข้าราชการ

คนที่ไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานแต่ไปช่วยเหลือ จึงถูกแจ้งในฐานะผู้สนับสนุน ไม่ใช่ตัวการ

โทษแต่ละข้อหาหนักแค่ไหน ผู้สนับสนุนรับสองในสาม

มาตรา 147 เจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ จำคุก 5 ถึง 20 ปี หรือตลอดชีวิต และปรับ 100,000 ถึง 400,000 บาท

มาตรา 157 ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จำคุก 1 ถึง 10 ปี หรือปรับ 20,000 ถึง 200,000 บาท

ฟอกเงินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มาตรา 60 จำคุก 1 ถึง 10 ปี หรือปรับ 20,000 ถึง 200,000 บาท ส่วนการสมคบตามมาตรา 9 รับโทษกึ่งหนึ่ง

ผู้สนับสนุนตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 86 รับโทษสองในสามของอัตราที่กำหนดไว้

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ถ้าตัวการโดน 10 ปีตามมาตรา 157 ผู้สนับสนุนจะอยู่ที่ราว 6 ปี 8 เดือน

สถานะคดีตอนนี้ ยังเป็นข้อกล่าวหา ศาลยังไม่ตัดสิน

ประเด็น สถานะ
หมายจับ ออกแล้ว 8 ก.ย. 2569
ตรวจค้นและยึดของกลาง ดำเนินการแล้ว 10 ก.ย. 2569
ข้อกล่าวหา แจ้งแล้ว ยังไม่ได้พิสูจน์ในชั้นศาล
คำพิพากษา ยังไม่มี
คำชี้แจงจากฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา ยังไม่ปรากฏต่อสาธารณะ

การยึดของกลางไม่ได้แปลว่าพิสูจน์ความผิดแล้ว ทรัพย์ที่ยึดไปยังต้องพิสูจน์ที่มาในชั้นสอบสวนและชั้นศาล

ผู้ต้องหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ รายงานวันที่ 10 กันยายน 2569 · ข้อมูลกฎหมายจาก พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 45 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 147 157 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 9 และ 60 · บทความนี้ใช้ชื่อต้นเท่าที่สื่อต้นทางเผยแพร่ และไม่ลงรายละเอียดส่วนที่ไม่จำเป็นต่อการรายงาน