ลิขิต สิทธิพันธุ์ หรือที่คนรู้จักกันในชื่อ ต้า เฟ็ดเฟ่ ยูทูบเบอร์ชื่อดัง ได้ข่าวดีเรื่องแรกในรอบหลายเดือน หลังคู่กรณีถอนฟ้องไปหนึ่งคดี

แต่คำว่าถอนฟ้องในข่าวนี้ไม่ได้แปลว่าชนะคดี และยังเหลืออีกหนึ่งคดีที่ต้องสู้กันต่อ

คู่กรณีถอนฟ้องคดีแรก แล้วแลกกับอะไรไปบ้าง

คดีที่ถูกถอนคือคดีที่ต้าถูกฟ้องเรื่องการเข้าเพจ ซึ่งฝั่งต้าอธิบายว่าเพจนั้นเป็นของตัวเอง ผูกกับอีเมลของต้า โดยต้าเป็นคนเปลี่ยนชื่อเพจให้เป็นชื่อช่อง

เงื่อนไขที่ทำให้คดีจบคือ คู่กรณีถอนฟ้องแลกกับการได้เพจนั้นไปครอบครอง โดยเพจดังกล่าวมีผู้ติดตามกว่า 2 หมื่นคน และจะไปอยู่ในความครอบครองของบริษัท

เรื่องนี้จบลงที่ศาลมีนบุรี โดยมีการไกล่เกลี่ยจนทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ ฝั่งต้าระบุว่าข้อตกลงที่ได้เป็นประโยชน์กับผู้ฟ้อง ส่วนสิ่งที่ต้าได้กลับมาคือการไม่ต้องเดินทางไปศาลอีก

ในโพสต์ยังมีการขอบคุณรายการโหนกระแส ศาลมีนบุรี รวมถึงทีมทนายความ

เพจ 2 หมื่นผู้ติดตาม ที่กลายเป็นปมของคดีนี้

จุดที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจกว่าคดีทั่วไป คือของที่แลกกันไม่ใช่เงิน แต่เป็นเพจ

สำหรับคนทำคอนเทนต์ เพจที่มีผู้ติดตามหลักหมื่นคือสินทรัพย์จริง ๆ ไม่ใช่แค่ตัวเลข มันคือช่องทางที่ใช้เวลาสะสมหลายปี เป็นสิ่งที่ซื้อกลับมาด้วยเงินได้ยากมาก

ปมของคดีนี้จึงอยู่ตรงคำถามที่คนทำคอนเทนต์เจอกันบ่อยว่า เพจที่สร้างในนามตัวเองแต่ใช้ทำงานให้บริษัท สุดท้ายแล้วเป็นของใคร คำถามนี้ไม่ได้มีคำตอบสำเร็จรูป และเป็นเหตุผลที่หลายเรื่องจบลงที่ศาล

ในกรณีนี้ข้อพิพาทไม่ได้จบด้วยคำตัดสินว่าเพจเป็นของใคร แต่จบด้วยการที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันเอง

ถอนฟ้อง ไม่เท่ากับ ยกฟ้อง สองคำนี้ต่างกัน

ข้อนี้สำคัญและเป็นจุดที่พาดหัวส่วนใหญ่ทำหาย

ถอนฟ้อง คือฝ่ายที่ยื่นฟ้องเป็นคนขอถอนเรื่องออกไปเอง ศาลไม่ได้ตัดสินว่าใครถูกใครผิด

ยกฟ้อง คือศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าคำฟ้องไม่มีมูลพอ

สองอย่างนี้ทำให้คดีจบเหมือนกัน แต่ความหมายต่างกันคนละเรื่อง กรณีนี้เป็นแบบแรก เกิดขึ้นเพราะมีการตกลงแลกเปลี่ยนกัน ไม่ใช่เพราะศาลชี้ว่าใครถูก

ยังเหลืออีก 1 คดี ที่ยังต้องสู้กันในชั้นศาล

คดีที่ถอนไปเป็นเพียงคดีแรกจากสองคดี อีกหนึ่งคดียังอยู่ในชั้นศาล ยังไม่มีรายละเอียดว่าเป็นคดีอะไรหรือมีกำหนดพิจารณาเมื่อไหร่

แปลว่าเรื่องนี้ยังไม่จบ และตัวเลข 1 ใน 2 คือสิ่งที่ควรจำมากกว่าคำว่าชนะ

ข้อมูลชุดนี้มาจากไหน และควรอ่านอย่างไรดี

รายละเอียดทั้งหมดข้างต้นมาจากโพสต์ของแฟนเพจเฟซบุ๊กชื่อ TRULY ซึ่งไทยรัฐนำมารายงานต่อ ไม่ใช่คำแถลงของศาล ไม่ใช่เอกสารคดี

สามข้อที่ควรตั้งไว้ในใจตอนอ่านข่าวแบบนี้

หนึ่ง เป็นการเล่าจากฝั่งเดียว ยังไม่มีคำชี้แจงจากฝั่งคู่กรณีออกมา เรื่องเดียวกันพอเล่าจากอีกฝั่งอาจมีรายละเอียดต่างออกไป

สอง ต้นทางไม่ได้ระบุชื่อคู่กรณี บอกไว้เพียงว่าเป็นอดีตเพื่อนสนิทร่วมวงการ เราจึงไม่ระบุชื่อเช่นกัน คนที่ต้นทางยังไม่ระบุตัว ไม่ควรถูกระบุเพิ่มโดยคนเล่าต่อ

สาม โพสต์ต้นทางมีคนกดไลก์หลักแสน ยอดไลก์บอกว่าคนสนใจแค่ไหน แต่ไม่ได้บอกว่าข้อมูลถูกต้องแค่ไหน สองอย่างนี้ไม่เกี่ยวกัน

ใครอยากได้วิธีไล่ต้นทางข่าวแบบนี้ด้วยตัวเอง เราเขียนไว้แล้วในเรื่อง เช็กข่าวดาราจริงหรือมั่ว


ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ ซึ่งรายงานจากโพสต์ของแฟนเพจเฟซบุ๊ก TRULY