วันที่ 7 กันยายน 2569 ทนายตั้ม ษิทรา เบี้ยบังเกิด เดินทางไปยื่นหนังสือต่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ขอให้ตรวจสอบการระดมทุนและการดำเนินงานของมูลนิธิกัน จอมพลังช่วยสู้ พร้อมมอบคลิปวิดีโอที่เขาเรียกว่าคลิปลับให้เจ้าหน้าที่ไว้ประกอบการตรวจสอบ
เขาเดินทางมาถึงด้วยเจ็ตสกีบก สวมชุดว่ายน้ำกับเสื้อชูชีพ ติดหนวด ใส่แว่นดำ ก่อนเปลี่ยนเป็นสูทสีแดงตอนให้สัมภาษณ์
ทุกอย่างที่เขาพูดวันนี้ยังเป็นคำกล่าวอ้างของฝ่ายเดียว ยังไม่มีหน่วยงานไหนชี้ว่าพบอะไร
ยื่น DSI ต่างจากยื่นมหาดไทยเมื่อวันที่ 4 กันยายน
นี่เป็นการยื่นเรื่องรอบที่สองภายในสัปดาห์เดียว รอบแรกคือ ยื่นต่อกระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่ 4 กันยายน ซึ่งตอนนั้นเขาบอกเองว่าสัปดาห์หน้าจะยื่น DSI ต่อ
สองที่นี้ทำคนละอย่าง มหาดไทยกำกับมูลนิธิตามระเบียบ ดูเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง การรับและจ่ายเงิน ไปจนถึงการดำเนินงานทั่วไป ส่วน DSI ทำคดีอาญาที่เข้าเกณฑ์คดีพิเศษ
ข้อสำคัญคือการยื่นเรื่องให้ DSI ตรวจสอบ ยังไม่เท่ากับ DSI รับเป็นคดีพิเศษแล้ว เรื่องต้องผ่านการพิจารณาก่อนว่าเข้าเกณฑ์หรือไม่ ซึ่งยังไม่เกิดขึ้นในวันนี้
มาด้วยเจ็ตสกีบก แล้วอธิบายเองว่าทำไมถึงทำ
ลุคที่เขาใส่มาวันนี้ต่อยอดจากรอบก่อนที่ใส่สูทแดงกับหนวดปลอมไปมหาดไทย รอบนี้เพิ่มเจ็ตสกีบกเข้ามา
เจ้าตัวอธิบายเองว่า อยากให้สื่อกับประชาชนสนใจภาพพวกนี้แค่ 30 เปอร์เซ็นต์ อีก 70 เปอร์เซ็นต์ให้ไปที่เนื้อหา เขาบอกว่าทำแบบนี้เพื่อให้เห็นว่าภาพลักษณ์ทำนองนี้จัดเตรียมขึ้นมาได้ แค่ตั้งกล้องตามจุดต่าง ๆ
อันนี้เป็นคำอธิบายของเขาเอง ส่วนคนอ่านจะเชื่อสัดส่วน 30 กับ 70 หรือไม่ก็เป็นอีกเรื่อง
ข้อกล่าวหาที่ยื่นไป ทั้งหมดยังเป็นคำอ้างฝ่ายเดียว
ทนายตั้มบอกว่าได้รับข้อมูลมาจำนวนมาก และอ้างว่าถ้าข้อมูลเหล่านั้นเป็นจริง ลักษณะการทำงานของมูลนิธิจะมีปัญหาหนัก
เรื่องเส้นทางการเงิน เขาอ้างว่ามีการจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินสด มีการหาบัญชีจากคนในครอบครัวหรือญาติมารับโอนเงินโดยจ่ายให้บัญชีละ 5,000 บาท ส่วนอีกข้อคืออ้างว่าเคยมีเงินเข้าบัญชีเดียวกว่า 10 ล้านบาทในคืนเดียว
อีกเรื่องคือเขาอ้างว่ามีหลักฐานการโอนเงิน 10 ล้านบาทเข้าบัญชีเลขาของภรรยากัน จอมพลัง ซึ่งตอนนั้นถูกธนาคารอายัดไว้ก่อนจะปลดล็อกได้ภายหลัง
เรื่องของบริจาค เขาตั้งคำถามเรื่องเสื้อเกราะที่อ้างว่าซื้อมาด้านละหกพันกว่าบาท ทั้งที่ราคาตลาดสองด้านอยู่ราวหกพันเก้าร้อยกว่าบาท และถ้าสั่งผลิตจากจีนอาจอยู่ที่สองถึงสามพัน จึงถามว่าเงินส่วนต่างไปอยู่ไหน ส่วนกรณีบังเกอร์เขาอ้างว่าได้มาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพราะมีคนส่งทรายกับหินให้ฟรี จึงอยากรู้ว่านำรายการเหล่านี้ไปขอรับบริจาคด้วยหรือไม่
เขายังบอกว่าเริ่มมีการข่มขู่พยาน และพยานกลัวที่จะให้ข้อมูล ตรงนี้ก็เป็นคำกล่าวอ้างเช่นกัน
สรุปสถานะแต่ละเรื่อง อะไรเป็นข้อเท็จจริง อะไรเป็นคำอ้าง
| ประเด็น | สถานะตอนนี้ |
|---|---|
| ยื่นหนังสือต่อ DSI วันที่ 7 ก.ย. | เกิดขึ้นจริง มีการรับเรื่องไว้ |
| คลิปลับที่มอบให้ DSI | ส่งมอบแล้ว แต่ยังไม่มีใครเปิดเผยเนื้อหา |
| เส้นทางการเงินและบัญชีรับโอน | เป็นคำอ้าง ยังไม่มีหน่วยงานยืนยัน |
| ส่วนต่างราคาเสื้อเกราะและบังเกอร์ | เป็นคำถามที่ตั้งขึ้น ยังไม่มีคำชี้แจง |
| การข่มขู่พยาน | เป็นคำอ้าง ยังไม่มีการแจ้งความปรากฏ |
| DSI รับเป็นคดีพิเศษ | ยังไม่เกิดขึ้น |
| คำชี้แจงจากกัน จอมพลัง | ยังไม่ปรากฏในการรายงานรอบนี้ |
ลำดับเรื่องทั้งหมดตั้งแต่ต้นเดือนถึงวันนี้
| วันที่ | เหตุการณ์ |
|---|---|
| 1 ก.ย. 2569 | ทนายตั้มกับกัน จอมพลัง ตอบโต้กันผ่านโซเชียล |
| 2 ก.ย. 2569 | แม่แตงโมแจ้งความกระติก ปมยื่นหลักฐานในสำนวน |
| 4 ก.ย. 2569 | ทนายตั้มยื่นกระทรวงมหาดไทย ขอตรวจสอบมูลนิธิ |
| 7 ก.ย. 2569 | ยื่น DSI พร้อมคลิปที่เรียกว่าคลิปลับ |
สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นเลยสักอย่างในเรื่องนี้
จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาใคร ไม่มีหมายจับ ไม่มีหน่วยงานไหนแถลงว่าตรวจแล้วพบอะไร ส่วนคำชี้แจงจากฝั่งมูลนิธิหรือจากกัน จอมพลัง ก็ยังไม่ปรากฏในการรายงานรอบนี้
จุดที่ควรรอมีสองอย่าง คือผลการพิจารณาของ DSI ว่าจะรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่ กับคำชี้แจงจากอีกฝ่าย
ระหว่างนี้สิ่งที่อ่านอยู่คือคำพูดของคนคนเดียวที่เดินเข้าไปยื่นเรื่องเอง ไม่ใช่ข้อสรุปของหน่วยงานใด
ที่มา: TOPNEWS รายงานวันที่ 7 กันยายน 2569 · ชื่อบุคคลที่สามซึ่งถูกเอ่ยถึงในการแถลงไม่ได้นำมาลงในบทความนี้ เพราะยังไม่มีข้อมูลยืนยันและไม่จำเป็นต่อการเล่าเรื่อง · ข้อมูล ณ วันที่ 7 กันยายน 2569

