สถานการณ์ในวัดพุทไธศวรรย์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ยังไม่สงบ บ่ายวันที่ 12 กันยายน 2569 ลูกศิษย์คนสนิทของอดีตเจ้าอาวาสเบิ้ลรถจักรยานยนต์เสียงดังกลางวัด พร้อมตะโกนต่อว่ากลุ่มผู้สื่อข่าว
ไม่กี่นาทีต่อมา คนงานวัดคว้าเหล็กแหลมวิ่งไล่นักข่าว ตำรวจ สภ.พระนครศรีอยุธยา ต้องเข้าระงับเหตุ
เกิดอะไรขึ้นที่วัดพุทไธศวรรย์ บ่ายวันที่ 12 กันยายน
ระหว่างที่นักข่าวหลายสำนักทำข่าวอยู่ในวัด ลูกศิษย์คนสนิทของอดีตเจ้าอาวาสรายหนึ่งแสดงความไม่พอใจ ขี่รถจักรยานยนต์เร่งเครื่องส่งเสียงดังในบริเวณวัด แล้วตะโกนต่อว่ากลุ่มผู้สื่อข่าว
ทีมข่าวเกรงว่าเรื่องจะบานปลาย จึงประสานตำรวจ สภ.พระนครศรีอยุธยา เข้ามาดูแล
จากนั้นนักข่าวตามไปยังจุดที่ลูกศิษย์รายนั้นไปพบ ป้าตุ๋ย คนงานในวัด แล้วสอบถามว่าบุคคลดังกล่าวเป็นใครและมาพบด้วยเรื่องอะไร
คำถามนั้นทำให้ป้าตุ๋ยไม่พอใจ เกิดการโต้เถียง ก่อนที่ป้าตุ๋ยจะหยิบเหล็กแหลมวิ่งเข้าหานักข่าวพร้อมตะโกนเสียงดัง นักข่าวและประชาชนต้องหลบออกจากพื้นที่ นักท่องเที่ยวที่มาไหว้พระตกใจกันทั่ว
ตำรวจเข้าระงับและใช้เวลาเจรจาอยู่พักหนึ่งจนสถานการณ์คลี่คลาย
ป้าตุ๋ยยกมือขอโทษ นักข่าวไม่แจ้งความ จบได้เพราะกฎหมายข้อไหน
นักข่าวที่อยู่ในเหตุการณ์เตรียมเข้าแจ้งความ แต่ป้าตุ๋ยยกมือขอโทษ พร้อมขอให้เห็นแก่พระพุทธศาสนากับภาพลักษณ์ของวัด สุดท้ายทั้งสองฝ่ายตกลงยุติ ไม่มีการแจ้งความ
ที่ยุติกันเองได้ เพราะการหยิบของแหลมวิ่งเข้าหาคนโดยไม่ได้ทำร้ายจริง เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 392 คือทำให้ผู้อื่นตกใจกลัวด้วยการขู่เข็ญ โทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท
ความผิดข้อนี้เป็นความผิดลหุโทษและยอมความได้ ถ้าผู้เสียหายไม่ติดใจ คดีก็ไม่เกิด
แต่ถ้าเหล็กถูกตัวนักข่าวแม้แต่นิดเดียว เรื่องจะเปลี่ยนเป็นมาตรา 295 ทำร้ายร่างกาย ซึ่งยอมความไม่ได้และตำรวจต้องดำเนินคดีต่อแม้ผู้เสียหายจะถอน
ป้ายเขตควบคุมของกองปราบถูกฉีก ใครทำมีโทษถึงจำคุก
รายงานข่าวระบุว่ากองปราบยังขึงเชือกกั้นพื้นที่หน้ากุฏิอดีตเจ้าอาวาสไว้ แต่ป้ายประกาศแสดงเขตควบคุมที่เคยติดตั้งไว้ถูกฉีกออกแล้ว
ยังไม่มีการระบุว่าใครฉีก ตำรวจก็ยังไม่ได้แถลงเรื่องนี้
แต่การถอนหรือทำลายเครื่องหมายที่เจ้าพนักงานติดไว้เพื่อยึดหรือรักษาสถานที่ เข้าข่ายประมวลกฎหมายอาญามาตรา 141 โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท และเป็นความผิดต่อรัฐ ไม่ใช่เรื่องที่ยกมือขอโทษแล้วจบ
เชือกที่ยังขึงอยู่จึงยังมีผลทางกฎหมายเต็มที่ แม้ป้ายจะหายไปแล้ว
ข่าวฉาวไม่ทำให้คนหาย นักท่องเที่ยวกลับมามากกว่าปกติ
บรรยากาศโดยรวมในวัดช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ยังคึกคัก มีคนเข้ามาไหว้พระ ทำบุญ ตามดูความเคลื่อนไหวของวัดต่อเนื่อง
แม่ค้าในวัดบอกว่ากระแสข่าวไม่ได้ทำให้นักท่องเที่ยวลดลง บางช่วงกลับมีคนมากกว่าปกติด้วยซ้ำ
นี่คือด้านกลับของข่าวฉาว คนที่ไม่เคยรู้จักวัดพุทไธศวรรย์มาก่อน ตอนนี้รู้จักแล้วและอยากมาดูด้วยตาตัวเอง
หน้ากุฏิอดีตเจ้าอาวาสกลายเป็นจุดถ่ายรูปที่คนแวะมากที่สุด
จุดที่นักท่องเที่ยวแวะถ่ายภาพมากที่สุดคือหน้ากุฏิของอดีตเจ้าอาวาส ซึ่งเป็นจุดเดียวกับที่กองปราบเข้าตรวจค้นและพบเงินสดกับทองคำจำนวนมากเมื่อสัปดาห์ก่อน
คนที่ตั้งใจไปถ่ายรูปควรรู้ว่าพื้นที่หลังเชือกยังเป็นเขตควบคุมของตำรวจ ถ่ายจากด้านนอกได้ แต่ข้ามเชือกเข้าไปไม่ได้
และควรเผื่อใจว่าคนในวัดส่วนหนึ่งยังอยู่ในภาวะกดดัน อย่างที่เห็นจากเหตุการณ์วันนี้ การถามคำถามตรง ๆ กับคนในพื้นที่อาจได้ปฏิกิริยาแรงกว่าที่คิด
ไทม์ไลน์คดีวัดพุทไธศวรรย์ จากหมายจับถึง ปปง. ใน 2 สัปดาห์
| วันที่ | เหตุการณ์ |
|---|---|
| กลางเดือน ก.ค. 2569 | กองปราบได้เบาะแสจากพลเมืองดี เริ่มตรวจสอบเงียบ ๆ |
| ต้นเดือน ก.ย. | ขอศาลออกหมายจับจากเส้นเงิน 92 ล้านบาท เข้าค้น 6 จุดใน 4 จังหวัด |
| 10 ก.ย. | ค้นบ้าน น.ส.เอ๋ ยึดทอง 90 บาท เงินสด 3.8 ล้านบาท |
| 11 ก.ย. | แถลงยอดทรัพย์ในกุฏิราว 500 ล้านบาท ฝากขังศาลทุจริตภาค 1 |
| 12 ก.ย. เช้า | ส่งเอกสารให้ ปปง. ยอดใบอนุโมทนาที่ตรวจขยับเป็น 215 ล้านบาท |
| 12 ก.ย. บ่าย | ลูกศิษย์เบิ้ลรถไล่นักข่าว คนงานคว้าเหล็กวิ่งไล่ ป้ายกองปราบถูกฉีก |
รายละเอียดการค้นบ้านอ่านได้ที่ ค้นบ้านสีกาเอ๋ ยึดทอง 90 บาท และเงินสด 3.5 ล้านบาท ส่วนขั้นตอน ปปง. และโอกาสที่เงินจะกลับเข้าวัด อยู่ใน กองปราบยื่น ปปง. สอบเส้นเงินสมีโชติ
สองสัปดาห์จากหมายจับถึง ปปง. ถือว่าเร็วสำหรับคดีเส้นเงินขนาดนี้ แต่เหตุการณ์ในวัดวันนี้บอกว่าแรงกดดันในพื้นที่ยังไม่ลดตามความคืบหน้าของคดี
ที่มา: MGR Online รายงานวันที่ 12 กันยายน 2569 เวลา 16:56 น. · ข้อกฎหมายจากประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 141, 295 และ 392 · ชื่อบุคคลในข่าวใช้ตามที่สื่อต้นทางเผยแพร่ · ไม่มีการแจ้งความจากเหตุการณ์นี้ และตำรวจยังไม่แถลงเรื่องป้ายที่ถูกฉีก ณ วันที่ 13 กันยายน 2569

